งานไม้ไผ่ ( Bamboo product) : 16 มี.ค. 2009

พิมพ์หน้านี้

ไม้ไผ่ (Bamboo)

ไม้ไผ่ เป็นวัสดุที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ในขณะที่โลกปัจจุบันเป็นเรื่องของพลาสติกและเหล็ก แต่ก็ยังมีโครงการร่วมมือค้นคว้า เรื่องไม้ไผ่ระหว่างชาติต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการในการใช้ไม้ไผ่ซึ่งกันและกันในประเทศลาตินอเมริกัน 6 ประเทศ ในขณะนี้ได้มีโครงการวิจัยร่วมกันเพื่อจะหาชนิดของไม้ไผ่ที่ดีที่สุดจากภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

ไม้ไผ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวอยู่ในวงศ์ Gramineae เช่นเดียวกับหญ้าแต่เป็นพืชตระกูลหญ้าที่สูงที่สุดในโลก และเป็นพืชเมืองร้อน ไม้ไผ่ใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้ในการก่อสร้างไม้นั่งร้านทาสีฉาบปูน ใช้จักสานภาชนะต่าง ๆ ใช้ทำเครื่องดนตรี ใช้เป็นเยื่อกระดาษในอุตสาหกรรมทำกระดาษ ทำเครื่องกีฬา ใช้เป็นอาวุธ เช่น คันธนู หอก หลาว ใช้เป็นเครื่องอุปกรณ์การประมง เช่น ทำเสาโป๊ะ ทำเครื่องมือในการเกษตร นอกจากนั้นใบยังใช้ห่อขนม หน่อไผ่ใช้เป็นอาหารอย่างวิเศษ และกอไผ่ยังใช้ประดับสวนได้งดงาม ไม่ไผ่ทั่วโลกที่รู้จักกันมีประมาณ 75 สกุล ที่ได้สำรวจพบในเมืองไทยมีประมาณ 12 สกุล แยกเป็นชนิดประมาณ 44 ชนิด

ชนิดของไม้ไผ่ที่ใช้ในการก่อสร้างที่ควรทราบ ไม้ไผ่ที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นมีดังต่อไปนี้

ภาพ:ไม้ไผ่.png

1. ไผ่ตง (D.asper) เป็นไผ่ในสกุล Dendrocalamus นิยมปลูกกันในภาคกลางโดยเฉพาะที่จังหวัดปราจีนบุรีปลูกกันมาก เป็นไผ่ขนาดใหญ่ ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-12 เซนติเมตร ไม่มีหนามปล้องยาวประมาณ 20 เซนติเมตร โคนต้นมีลายขาวสลับเทา มีขนเล็ก ๆ อยู่ทั่วไปของลำ มีหลายพันธุ์ เช่นไผ่ตงหม้อ ไผ่ตงดำ ไผ่ตงเขียว ไผ่ตงหนู เป็นต้น หน่อใช้รับประทานได้ ลำต้นใช้สร้างอาคาร เช่น เป็นเสา โครงหลังคา เพราะแข็งแรงดี ไผ่ตงมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ชาวจีนนำมาปลูกในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2450 ปลูกครั้งแรกที่ตำบลพระราม จังหวัดปราจีนบุรี

2. ไผ่สีสุก (B.flaxuosa) อยู่ในสกุล Bambusa ไผ่ชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปและมีมากในภาคกลางและภาคใต้ลำต้น เขียวสดเป็นไผ่ขนาดสูงใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นประมาณ7-10 เซนติเมตร ปล้องยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร บริเวณข้อมีกิ่งเหมือนหนาม ลำต้นเนื้อหนา ทนทานดี ใช้ทำนั่งร้านในการก่อสร้าง เช่น นั่งร้านทาสี นั่งร้านฉาบปูน

3. ไผ่ลำมะลอก (D.longispathus) อยู่ในสกุล Dendrocalamus มีทั่วทุกภาคแต่ในภาคใต้จะมีน้อยมาก ลำต้นสีเขียวแก่ไม่มีหนาม ข้อเรียบ จะแตกใบสูงจากพื้นดินประมาณ 6-7 เมตร ปล้องขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7-10 เซนติเมตร ลำต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นใช้ทำนั่งร้านในงานก่อสร้างได้ดี

4. ไผ่ป่าหรือไผ่หนาม (B.arumdinacea) อยู่ในสกุล Bambusa มีทั่วทุกภาคของประเทศต้นแก่มีสีเขียวเหลือง เป็นไผ่ขนาดใหญ่ มีหนามและแขนง ปล้องขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 -15 เซนติเมตร ใช้ทำโครงบ้าน ใช้ทำนั่งร้าน

5. ไผ่ดำหรือไผ่ตาดำ (B.sp.) อยู่ในสกุล Bambusa มีในป่าทึบแถบจังหวัดกาญจนบุรีและจันทบุรี ลำต้นสีเขียวแก่ ค่อนข้างดำ ไม่มีหนาม ขนาดเส้นผ่านเส้นศูนย์กลางของปล้องประมาณ 7-10 เซนติเมตรปล้องยาว 30-40 เซนติเมตร เนื้อหนา ลำต้นสูง 10-12 เมตร เหมาะจะใช้ในการก่อสร้าง จักสาน

6. ไผ่เฮียะ (C.Virgatum) อยู่ในสกุล Cephalastachyum มีทางภาคเหนือ ลำต้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-10 เซนติเมตร ปล้องยาวขนาด 50-70 เซนติเมตร ข้อเรียบ มีกิ่งก้านเล็กน้อย เนื้อหนา 1-2 เซนติเมตร ลำต้นสูงประมาณ 10-18 เมตร ลำต้นใช้ทำโครงสร้างอาคาร เช่น เสา โครงคลังคา คาน

7. ไผ่รวก (T. siamensis) อยู่ในสกุล Thyrsostachys มีมากทางจังหวัดกาญจนบุรี ลำต้นเล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.7 เซนติเมตร สูงประมาณ 5-10 เมตร ลักษณะเป็นกอ ลำต้นใช้ทำรั้ว ทำเยื่อกระดาษ ไม้รวกที่ส่งออกขายต่างประเทศ เมื่อทำให้แห้งดีแล้ว จะนำไปจุ่มลงในน้ำมันโซลาเพื่อกันแมลง น้ำมันโซลา 20 ลิตร จะอาบไม้รวกได้ประมาณ 40,000 ลำ

ไม้ไผ่ที่ปลูกกันมากในประเทศไทยและนำมาใช้ประโยชน์มีอยู่ประมาณ 32 ชนิด ดังแสดงในตารางที่ 1.8

ไม้ไผ่ที่ปลูกกันมากในประเทศไทยและนำมาใช้ประโยชน์

ภาพ:ตาราง.png

การทำให้ไม้ไผ่คงทน

ไม้ไผ่ที่นำมาใช้ในการก่อสร้างทั่ว ๆ ไปนั้น ตัดมาใช้ได้เมื่อไม้ไผ่อายุ 3-5 ปี แต่ถ้าไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขกำจัดแมลงและเชื้อราแล้ว ไม้ไผ่ที่อยู่ติดดินอาจมีอายุใช้งานประมาณ 1-2 ปี เท่านั้น แต่ถ้าใช้ในที่ร่มและจากดินอายุอาจจะใช้งานถึง 5 ปี ไม้ไผ่อาจถูกรบกวนทำลายโดยมอดและปลวก เพราะมีอาหารในเนื้อไม้ นอกจากนั้นอาจถูกทำลายโดยเชื้อรา และถ้าใช้ในน้ำทะเลก็อาจถูกทำลายโดยเพรียงได้ การรักษาให้ไม้ไผ่มีอายุยืนนานนั้นอาจทำได้ต่าง ๆ กันดังนี้

1. วิธีแช่น้ำ การแช่น้ำก็เพื่อทำลายสารในเนื้อไม้ที่มีอาหารของแมลงต่าง ๆ เช่น พวกน้ำตาล แป้ง ให้หมดไป การแช่ต้องแช่ให้มิดลำไม้ไผ่ เป็นน้ำไหลซึ่งมีระยะเวลาแช่น้ำสำหรับไม้สดประมาณ 3 วัน ถึง 3 เดือนแต่ถ้าเป็นไม้ไผ่แห้งต้องเพิ่มอีกประมาณ 15 วัน วิธีใช้ความร้อน หรือการสกัดน้ำมันจากไม้ไผ่ ก่อนนำมาสกัดน้ำมันควรตั้งพิงเอาส่วนโคนไว้ตอนบน การสกัดน้ำมันออกจากไม้ไผ่ทำได้โดยให้ความร้อนด้วยไฟหรือต้ม

2. วิธีการสกัดน้ำมันด้วยไฟจะทำให้เนื้อไม้มีลักษณะแกร่ง ส่วนมากสกัดน้ำมันด้วยวิธีต้มนั้นเนื้อไม้จะอ่อนนุ่มการสกัดน้ำมันด้วยไฟนั้นทำโดยเอาไม้ไผ่ปิ้งในเตาไฟต่อย่าให้ไหม้และรีบเช็ดน้ำมันที่เยิ้มออกมาจากผิวไผ่ให้หมดระยะเวลาการปิ้งประมาณ 20 นาที อุณหภูมิประมาณ 120-130 องศาเซลเซียส การสกัดน้ำมันด้วยวิธีต้มนั้นใช้ต้มในน้ำธรรมดาใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรืออาจใช้โซดาไฟ 10.3 กรัมหรือโซเดียมคาร์บอเนต 15 กรัม ละลายในน้ำ 18.05 ลิตร ใช้เวลาต้มประมาณ 15 นาที หลังจากต้มแล้วให้รีบเช็ดน้ำที่ซึมออกมาจากผิวไม้ไผ่ก่อนที่จะแห้ง เพราะถ้าเย็นลงจะเช็ดไม่ออกแล้วจึงนำไม้ไผ่ที่สกัดน้ำมันออกไปแล้วล้างน้ำให้สะอาดและทำให้แห้ง

3. การใช้สารเคมี วิธีที่จะได้ผลดีกว่าการปิ้งหรือต้ม ซึ่งอาจทำได้ทั้งวิธีชุบหรือทาน้ำยาลงไปที่ไม้ไผ่หรือจะโดยวิธีอัดสารเคมีเข้าไปในเนื้อไม้ไผ่ วิธีชุบนั้นใช้เวลาประมาณ 10 นาที เช่น ชุบในน้ำยา DDT ที่มีความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันก๊าดจะทนได้นานถึง 1 ปี ถ้าชุบหรือแช่ให้นานขึ้นก็อาจทนได้ถึง 2 ปี หรืออาจใช้โซเดียมแพนตาคลอโรฟีเนต 1 เปอร์เซ็นต์ ละลายน้ำบอแรกซ์ ก็จะสามารถป้องกันมอดได้เป็นอย่างดี วิธีอัดน้ำยานั้นถ้าไม้ไผ่ไม่มากนักและเป็นไม้ไผ่สดทำโดยเอาน้ำยารักษาเนื้อไม้ใส่ภาชนะที่มีความลึกประมาณ40-60 เซนติเมตร เอาไม้ไผ่ลงแช่ทั้งที่มีกิ่งและใบ เมื่อใบสดระเหยน้ำออกไป โคนไม้ไผ่จะดูดน้ำยาเข้าแทนที่

วิธีอัดน้ำยาอีกวิธีหนึ่งที่จะอัดน้ำยาเข้าไม่ไผ่สดที่ตัดกิ่งก้านออกแล้ว ทำโดยนำยางในของรถจักรยานยาวพอสมควรแล้วใส่น้ำยาข้างหนึ่งสวมเข้าที่โคนไม้ไผ่ใช้เชือกรัดกันน้ำยาออก ยกปลายยางข้างที่ไม่ได้กรอกน้ำยาให้สูงวิธีนี้ได้ผลดีกับไม้ไผ่สด วิธีอัดน้ำยาอีกวิธีหนึ่งคือ ตั้งถังน้ำยาสูงประมาณ 10 เมตร แล้วต่อท่อสวมที่โคนไม้ไผ่สดด้วยท่อยางแล้วรัดไว้ไม่ให้น้ำยาไหลออกมาแรงดันของน้ำยาที่อยู่สูง 10 เมตร จะดันน้ำยาเข้าไปในไม้ไผ่

การใช้ไม้ไผ่เสริมคอนกรีต ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เหล็กเสริมคอนกรีตขาดแคลนจึงได้มีผู้นำไม้ไผ่มาผ่าเป็นซีกเล็ก ๆ แล้วใช้เสริมคอนกรีตแทนเหล็ก แม้ในปัจจุบันก็ยังมีผู้ใช้วิธีนี้อยู่

ไม้ไผ่นั้นมีค่าพิกัดแห่งความยืดหยุ่นต่ำ และเป็นวัสดุที่ยืดตัวมากกว่าเหล็กถึงประมาณ 14 เท่า เมื่อรับแรงเท่ากัน ไม้ไผ่ต้านแรงดึงได้ 13,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ที่ข้อและต้านแรงดึงได้ 17,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตรที่ปล้อง เพราะเหตุที่ไม้ไผ่ดูดน้ำมาก เมื่อนำมาเสริมคอนกรีตแทนเหล็กเสริม ทำให้การยึดเกาะกับคอนกรีตต่ำ ถ้านำไม้ไผ่มาเสริมคอนกรีตขณะที่เทคอนกรีตซึ่งมีน้ำผลมอยู่ ไม้ไผ่จะพองตัว และต่อมาไม้ไผ่หดตัวลงเนื่องจากน้ำระเหยไป จะทำให้ไม้ไผ่ที่เสริมแยกตัวกับคอนกรีตที่หุ้มอยู่ ไม้ไผ่จึงไม่เหมาะสำหรับมาเสริมคอนกรีตโครงสร้าง แต่อาจใช้ได้สำหรับเสริมพื้นคอนกรีตที่ติดกับดินและไม่ได้รับน้ำหนักมากนัก

Article source:http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“มีอะไรในกอไผ่” เจอราร์ด คอลเลคชั่น: There’s Something About Bamboo
January 28th, 2008
“ในศตวรรษที่ 21 ไม้ไผ่จะกลายมาเป็นวัสดุสำหรับผู้มั่งมีทั้งหลาย”

เจอราร์ด โดเพลย์ เจ้าของโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่แถวหน้า กล่าวถึงแนวโน้มที่ดูจะกลายเป็นจริงไปแล้ว สำหรับความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการนำไม้ไผ่มาทำเฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงการตกแต่งอย่างร่วมสมัย วันนี้ผู้คนได้เปลี่ยนมุมมองต่อภาพลักษณ์ของไม้ไผ่เสียใหม่ จากภาพที่คุ้นเคยเพียงกระต๊อบขัดแตะกับแคร่นั่งเล่นแบบพื้นบ้าน ในปัจจุบันไม้ไผ่ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่แสนเท่อย่างหนึ่งสำหรับการตกแต่งบ้าน หรือวิลล่าหรูในเมืองตากอากาศชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

somth-abt-bamboo.jpg

เป็นเวลากว่าสิบหกปีแล้ว นับจากเริ่มต้นจับไม้ไผ่ลำแรกเพื่อสร้างเก้าอี้รับแขกใช้เอง จนวันนี้เฟอร์นิเจอร์ของ
เจอราร์ดเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ผลงานของเขาอยู่ในรายการสั่งซื้อสำหรับการตกแต่งบ้านของทั้งนักออกแบบตกแต่งภายในไทยและต่างประเทศซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเจอราร์ด คอลเลกชั่นคือผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่และของตกแต่งบ้านที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์และส่งขายให้กับทั้งลูกค้ารายย่อยและแบรนด์ดังระดับโลก

“ถามผมดีกว่าว่าวันนี้ไม่ได้ส่งขายให้กับประเทศใดบ้าง” เจอราร์ด โดเพลย์ หนุ่มใหญ่วัย 67 ลูกครึ่งลาว – ฝรั่งเศส แห่งเจอราร์ด คอลเลคชั่น กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี

เขาเริ่มต้นจากการทำชุดรับแขกไม้ไผ่เพื่อใช้เองโดยมีคนสวนเป็นลูกมือ “วันหนึ่ง อาจารย์นคร (นคร พงศ์น้อย) จากไร่แม่ฟ้าหลวงมาเห็นที่บ้านแล้วชอบ เลยขอให้ผมทำให้สี่ชุด ผมมารู้จากคนขับรถส่งของทีหลังว่าเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นถูกนำไปถวายสมเด็จย่า ณ พระตำหนักดอยตุงที่เชียงราย” เจอราร์ดย้อนความหลังไปถึงจุดเริ่มต้นการเข้ามาสู่โลกเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ของเขา

ใช้เวลาไม่นานหลังจากนั้น ชื่อเสียงของเจอราร์ด ฝรั่งช่างเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ผู้นี้ก็เป็นที่ถามหาของใครๆ เริ่มจากวงแคบๆ ในหมู่คนมีฐานะที่เข้าแถวเป็นลูกค้า รวมถึงการให้สัมภาษณ์ในหนังสือตกแต่งบ้านต่างๆ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

“จากที่คนไทยนิยมแต่เฟอร์นิเจอร์ไม้สักแผ่นหนาเท่านั้น แต่เมื่อคนในสังคมชั้นสูงหันมาใช้ไม้ไผ่ ไม้ไผ่ก็เปลี่ยนจากไม้คนจนกลายเป็นไม้ของคนรวยได้ หลายคนก็อยากใช้ตาม เหมือนในอเมริกาซึ่งคนมักมองคนรวยว่าขับรถอะไร ก็อยากใช้บ้าง”

เจอราร์ดยืนยันว่าเขาเป็นคนแรกที่ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขึ้นในเชียงใหม่ จากความไม่รู้อะไรเลยจนกระทั่งได้ศึกษาค้นคว้า ลองผิดลองถูกจนชำนาญด้วยตนเอง โดยเปิดโชว์รูมขึ้นเป็นร้านแรกๆ บนถนนนิมมานเหมินทร์ ตามคำชวนของวิชิต ไชยวงศ์ แห่งกองดี แกลเลอรี่ ผู้ที่ชมชอบเฟอร์นิเจอร์ของเขา และเห็นว่าเจอราร์ดสามารถสร้างความสำเร็จทางธุรกิจขึ้นได้ ซึ่งก็เป็นจริง

“หลังจากนั้นผมไปออกงานแสดงเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดที่อเมริกา ตอนนั้นคนอเมริกันคิดว่าไม้ไผ่คือคันเบ็ดที่ตกปลาลำเล็กๆ อย่างเดียว ไม่เคยเห็นไผ่ลำใหญ่ๆ อย่างของเรา ปรากฏว่าเที่ยวนั้นกลับขายดีในหมู่ลูกค้าสเปนและฮอลแลนด์มากกว่า”

หลังจากได้พิสูจน์คุณภาพจนเป็นที่มั่นใจในตลาดสากล เจอราร์ดเห็นถึงโอกาสความเป็นไปได้และเริ่มขยับเข้าไปหาตลาดใหญ่มากขึ้น “เราเรียนรู้ไป แก้ปัญหาไปเรื่อย ซ้ายไม่ได้ก็ต้องไปขวา สีดำขายไม่ดีต้องลองสีขาว ไม้แตกหรือมอดกิน เพราะเราไม่ได้อบหรือทรีตไม้ ทุกขั้นตอนเป็นประสบการณ์ของเรา ครั้งหนึ่งผมส่งไม้ไผ่ไปศึกษาที่แคนาดา ทั้งเรื่องความชื้นและระยะเวลาการอบที่เหมาะสม”

ในการทำเฟอร์นิเจอร์ของเขานั้น เจอราร์ดเล่าว่าเลือกใช้เฉพาะ “ไม้ไผ่ซางมูล” อันเป็นไม้ไผ่ที่มีคุณภาพ ขนาดและความหนาที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งจะมีอยู่เฉพาะในแถบเชียงใหม่เท่านั้น

ทุกวันนี้เฟอร์นิเจอร์ของเจอราร์ด คอลเลกชั่น สามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลกจากร้อยละแปดสิบของกำลังการผลิตในโรงงานของเขาและหุ้นส่วนไทย ซึ่งมีคนงานมากกว่า 150 คน โดยที่ตลาดใหญ่ของเขายังได้แก่ตลาดต่างประเทศ นั่นคือญี่ปุ่น อเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส และหลายประเทศในยุโรป

”เมื่อก่อนผมไปหาลูกค้า เดี๋ยวนี้ลูกค้ามาหาเราเอง วันหนึ่งมีลูกค้ามาบอกว่า เห็นโต๊ะไม้ไผ่ในร้านบนถนนแห่งหนึ่งกลางกรุงปารีสที่แพงกว่าถึงสิบสองเท่าของที่นี่ ถามว่าใช่ของเราหรือเปล่า ผมบอกว่าใช่ ผมโชคดีที่ได้ลูกค้าดังมากหลายราย เป็นต้นว่า Armani ที่เป็นลูกค้าเราเจ็ดปีแล้วจนทุกวันนี้ เขาสั่งไปขายที่นิวยอร์ก โดยใช้แบรนด์ของเขาขายดีมาก”

เจอราร์ดให้ความเห็นว่า เฟอร์นิเจอร์ของไทยจัดว่ามีคุณภาพดี เมื่อเทียบกับงานของประเทศอื่นอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม แม้ว่างานของเมืองไทยจะมีราคาสูงกว่าเพียงเล็กน้อย ซึ่งมีลูกค้าบางรายลองไปสั่งที่อื่นแล้วก็กลับมาอีกเนื่องจากเห็นแล้วว่าคุณภาพนั้นต่างกัน

“ถ้าเราทำงานคุณภาพสูงเป็นเรื่องดี แต่ถ้าทำงานคุณภาพต่ำนั้นจะทำให้ไม้ไผ่เสียชื่อ โดยเฉพาะในต่างประเทศ เราต้องส่งถึงบ้านลูกค้า แล้วคุณภาพได้ 100 % ถ้าอยากกินยาวต้องรักษาคุณภาพสูงสุดเสมอ”

ในปัจจุบันมีผู้หันมาทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในเมืองไทย ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องดีเพราะการใช้ไม้ไผ่ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก ด้วยไม้ไผ่เป็นพืชที่เติบโตเร็วพร้อมใช้งานในเวลาสองปี ผิดกับไม้สักหรือไม้เนื้อแข็งอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปี โดยเจอราร์ดมีแหล่งปลูกไม่ไผ่ของเขาเอง รวมทั้งมีชาวบ้านใกล้เคียงหันมาปลูกไผ่เพื่อส่งให้โรงงานของเขาแทนการปลูกผลไม้ เนื่องจากไม้ไผ่ดูแลง่ายและแทบไม่มีค่าใช้จ่ายในการดูแล

ในด้านของธุรกิจ แม้ทุกวันนี้จะมีการแข่งขันมากขึ้น รวมไปถึงการลอกเลียนแบบในตลาด แต่เจอราร์ดเห็นว่านั่นคือเครื่องบ่งชี้ถึงความเป็นผู้นำของเขาอยู่ “หากวันไหนไม่มีใครก็อบปี้ผม แสดงว่าแบบผมไม่สวย ยิ่งมีผู้ผลิต มีการแข่งขันมากยิ่งดี เมื่อก่อนผมมีคนเดียวไม่มีการแข่งขันนั้นขายยากกว่า ตอนนี้มีการเปรียบเทียบเรื่องราคาและคุณภาพ รวมทั้งความสามารถในการผลิตของโรงงานให้ลูกค้าเลือก”

ทุกวันนี้เจอราร์ดยังคงสนุกกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ของเขา โดยเน้นที่ความเป็นเอกซ์คลูซีฟมากกว่า ซึ่ง
เจอราร์ดกล่าวว่า แนวทางการออกแบบจะเป็นสไตล์คลาสสิคถึงร้อยละ 65 ซึ่งจะอยู่ได้นานกว่างานแบบโมเดิร์น ทั้งนี้บางครั้งลูกค้าของเขาก็ต้องการมีส่วนร่วมในการออกแบบด้วย เช่น การเพิ่มหรือลดขนาด จำนวนชั้นวางหรือประตู หรือหลายครั้งที่เจอราร์ดได้รับคำแนะนำที่มีค่าจากทีมนักออกแบบของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่เข้ามาเป็นลูกค้า

“Roche-bobois จากฝรั่งเศส เป็นกลุ่มดีไซน์เนอร์เฮ้าส์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปมาที่ร้าน และให้คำแนะนำว่าบางครั้งคนเบื่อสีธรรมชาติแล้ว ต่อไปต้องเป็นสีที่เข้ากับทะเลมากกว่าสำหรับห้องพักริมทะเล ผมก็ลองทำสีฟ้าและขาวบ้าง แล้วส่งให้เขาดู”

เจอราร์ดมีมุมมองที่แตกต่างในเรื่องการออกแบบว่า การออกแบบนั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่ใครๆ คิดและเป็นเรื่องสนุก ที่ผ่านมาเขาใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยตัวเองมาตลอด โดยอธิบายว่าทั่วไปนั้นแนวโน้มแฟชั่นของเฟอร์นิเจอร์จะเริ่มต้นที่อิตาลี เข้ามาสู่ฝรั่งเศส และจะมาถึงอเมริกาอีกราวๆ สามปี ก่อนที่จะแพร่ไปทั่วโลก

“ทุกคนคิดว่าดีไซน์คือเรื่องของการต้องคิดขึ้นมาเองทั้งหมด มันไม่ใช่ มันเกิดจากการที่เราเห็นมาก อ่านมาก ผมอ่านหนังสือแต่งบ้านของอิตาลี ฝรั่งเศส อเมริกาและญี่ปุ่นนิดหน่อย เราก็รู้แล้วว่าแนวโน้มของโลกจะเป็นอย่างไร แล้วนำมาปรับเปลี่ยนนิดหน่อย ผมเรียกมันว่าดีไซน์

ไม่มีใครพูดได้หรอกว่าตนเองเริ่มต้นออกแบบจากศูนย์ ถ้าคุณอยู่ในคุก 20 ปีแล้วดีไซน์ขึ้นมาเลย มันไม่มีทางหรอก ต้องได้เห็นที่อื่นก่อนว่าเขาใช้กันอย่างไร หรือคนในแต่ละระดับ เช่นคนรวย คนชั้นกลาง และตลาดส่วนใหญ่นั้นเป็นอย่างไร”

“ที่สำคัญที่สุดนั้น คนออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ต้องรู้จักไม้ไผ่ ต้องยอมรับว่าไม้ไผ่เป็นวัสดุที่แม้ว่าดูง่ายแต่ทำยาก ต้องมีเลือดไม้ไผ่เหมือนผม” เจอราร์ดในชุดม่อฮ่อมแบบชาวเหนือ ผู้เห็นถึงความงามและโอกาสมากมายในกอไผ่ซางมูลกล่าว

เร็วๆ นี้ เจอราร์ดกำลังจะบุกกรุงเทพฯ ด้วยการเปิดโชว์รูมในย่านหลังสวน เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าเชียงใหม่ โดยเฉพาะสำหรับคอนโดมิเนียมที่ผุดขึ้นหลายหมื่นยูนิต เพื่อตอบสนองคนในเมืองและชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศกว่าสามหมื่นคนในแต่ละปี ในขณะที่ร้านตัวแทนของเขาที่หัวหิน ภูเก็ต รวมทั้งสาขาในแคนาดาที่มีลูกชายเป็นผู้ดูแลนั้นได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้าที่เลือกเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ในการตกแต่ง

Gerard Collection: There’s Something About Bamboo

“In the 21st century, bamboo will be the millionaire’s material.” – Gerard Dauplay

Bamboo has become today’s chic material for both, home interior and luxury resort villa decoration in Thailand and abroad. It has been over sixteen years since Gerard Dauplay, the Laotian–French designer, picked up the first bamboo stalk to make a couch for his living room. These days, Gerard Collection is well known as a unique bamboo furniture and home decorative items producer, and a key exporter to international world-class designer brand names.

Gerard started making his first set of bamboo couches with his gardener. “One day, Arjan Nakorn Pong-noi, from Rai Mae Fah Laung, Chiangrai, visited my house and saw the furniture I made. He asked me to make 4 sets for him. I learned afterwards from the truck driver that this furniture was delivered to the palace of H.R.H Princess Mother at Doi Tung.”

It didn’t take long for Gerard to be acknowledged by wealthy clients and home decorating magazines, spreading his reputation as well as his furniture to a wider customer base.

“Thai people used to admire only thick teak furniture, but today the trend of using bamboo has picked up. Bamboo has increased in value and appreciation.”

Gerard insists that he was the first bamboo furniture maker in Chiangmai. Without formal training, he evolved into a specialist in bamboo furniture production and eventually opened the showroom of Gerard Collection on Nimarnhemin Road, Chiangmai.

In his furniture production, Gerard uses the finest bamboo variety, called “Sang-moon”, which he acquires from his own plantations. This kind of bamboo has the necessary size and quality, and can only be found in the Chiangmai area. After gaining more confidence about the quality of his products, which had met the approval of several international customers, Gerard saw the possibility of aiming for the international market.
Through experience, trial and error, Gerard learned to improve and constantly adapt his products to the market demand: “If black colour didn’t take the market, we tried white”.

Today, 80 percent of the furniture from Gerard Collection is exported. Gerard runs the factory with a Thai business partner and more than 150 workers. The major markets abroad are Japan, U.S.A. and Europe. The client base includes Armani and other exclusive brands.

Although there are more bamboo furniture producers in Thailand now, Gerard sees it as a positive thing. Bamboo is a low maintenance plant and its consumption relieves deforestation. Bamboo grows very fast and is ready to be used in two years, while teak or other hard woods need many decades to grow back.

In terms of business, although competition often leads to plagiarism, Gerard considers it as an indication of his market leadership.

“If no one copies my designs, it means that my furniture is not beautiful. The more competitors, the better. In the past, it was hard to sell when I was the only producer, but now it is easier since there are more options for the customer in terms of price, design and quality, which in turn creates a larger customer base.”

Gerard sticks to classic designs, which he believes are more enduring than modern versions. The designer welcomes advice from his precious customers and holds a particularly open-minded design philosophy.

“Design is not all about original thinking. Much of it derives from our direct-indirect experience, both from informed reading and seeing. I always read international design magazines and make an effort to keep up to date on global trends. This knowledge I then adjust to my own needs and call it design”.
Gerard Collection is opening a showroom in the Lang Suan area, Bangkok.

Article source:http://www.tcdcconnect.com/content/blog/?p=620


  ชื่อเอกสาร จำนวนครั้ง download ขนาดไฟล์ (Byte) วันที่
  การถนอมรักษาไม้ไผ่ด้วยวิธีเคมี.doc    2192 38,400 2008-08-25
  เฒ่าเผาถ่าน.doc    5388 50,688 2008-08-25